|
ประวัติความเป็นมา
สวนรุกชาติสกุโณทยาน เดิมจัดตั้งเป็นวนอุทยานชื่อว่า "วนอุทยานวังนกแอ่น" ตั้งอยู่ริมฝั่งขวาของแม่น้ำเข็กหรือแม่น้ำวังทอง โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2497 ท่านนายกรัฐมนตรีจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้มาเยี่ยมชมน้ำตกวังนกแอ่นแล้วเห็นว่าควรประกาศให้น้ำตกวังนกแอ่นเป็นวนอุทยาน ซึ่งในปี พ.ศ. 2498 อธิบดีกรมป่าไม้ (นามเทียม คมกฤส) ได้มาตรวจเยี่ยมราชการในท้องที่สำนักงานป่าไม้เขตพิษณุโลก และบริเวณน้ำตกวังนกแอ่น จึงได้สั่งการให้ทางสำนักงานป่าไม้เขตพิษณุโลก ทำการรังวัดกำหนดแนวเขตเพื่อจัดตั้งเป็นวนอุทยาน โดยใช้ชื่อว่า "วนอุทยานวังนกแอ่น"
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2501 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จประพาสวนอุทยานวังนกแอ่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานนาม "สกุโณทยาน" แทนว่า "วังนกแอ่น" แต่นั้นมาวนอุทยานวังนกแอ่น จึงเปลี่ยนชื่อเป็น "วนอุทยานสกุโณทยาน"
ปีพ.ศ. 2504 กรมป่าไม้ได้เปลี่ยนชื่อ วนอุทยานฯ เป็น "สวนรุกชาติสกุโณทยาน " เพื่อให้เป็นไปตามหลักการจัดการทางวิชาการ
ลักษณะภูมิประเทศและขนาดพื้นที่
สภาพพื้นที่ทั่วไปเป็นที่ราบเนินเขา มีแม่น้ำเข็กไกลผ่านทางด้านทิศใต้ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง สภาพป่าเป็นป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง ลักษณะดินเป็นดินร่วนปนทราย และดินลูกรัง มีการระบายน้ำได้ดีมาก ลักษณะอากาศโดยทั่วไปมีสภาพร้อนชื้น อุณหภูมิเฉลี่ยต่อปี 29 องศา พื้นที่จัดตั้งเป็นสวนรุกชาติสกุโณทยาน เดิมประมาณ 686 ไร่ เมื่อปี พ.ศ. 2543 มีการรังวัดพื้นที่ด้านทิศใต้และได้ผนวกพื้นที่เป็นของสวนรุกชาติเพิ่มเติมอีก 128 ไร่ รวมเนื้อที่ทั้งหมด 814 ไร่
สถานที่ท่องเที่ยวภายในสวนรุกชาติสกุโณทยาน
น้ำตกสกุโณทยาน หรือ น้ำตกวังนกแอ่น
เป็นน้ำตกที่มีระดับความสูง 10 เมตร มีน้ำไหลตลอดทั้งปี บริเวณน้ำตกไม่เหมาะแก่การลงเล่นน้ำเพราะเป็นน้ำวน แต่จะมีสถานที่ลงเล่นแก่งไทรซึ่งถัดจากตัวน้ำตกประมาณ 500 เมตร ภายในบริเวณแก่งไทรมีบริการห่วงยางสำหรับผู้ที่มีความประสงค์ ลงเล่นน้ำ บริเวณรอบ ๆ อากาศร่มรื่นปกคลุมด้วยไม้ยืนต้น เหมาะแก่การพักผ่อน บริเวณลานจอดรถยังมีร้านค้ามากมายไว้บริการนักท่องเที่ยว
พลับพลารับเสด็จและศาลาวนาศัย
ซึ่งกรมป่าไม้ได้จัดสร้างถวายพระบาทสมเด็จพรเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งแรกเสด็จประพาสวนอุทยานฯ เมื่อ ปี พ.ศ. 2501
เส้นทางศึกษาธรรมชาติ
เป็นเส้นทางที่จัดทำขึ้นเพื่อใช้ศึกษาธรรมชาติในระยะใกล้มุ่งเน้นถึงการสื่อความหมายธรรมชาติอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินชมธรรมชาติที่ไม่ไกล และไม่ลำบากเกินไปนัก
|