User ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยี่ยม
   

ให้บริการเช่ารถตู้ พร้อมคนขับ สำหรับ : ท่องเที่ยว ประชุม สัมมนา ตีกอล์ฟ รับ-ส่ง แบบรายวัน วิ่งงานประจำ
บริการเช่ารถตู้เอ็นจีวี เป็นรถตู้รุ่นใหม่ รุ่น VVT-I สามารถใช้ได้ทั้งระบบก๊าซเอ็นจีวี และระบบน้ำมัน
ที่ได้รับมาตรฐานจากศูนย์เอ็นจีวีคาร์เซ็นเตอร์ ความปลอดภัยดีเยี่ยม
เป็นรถประหยัดเชื้อเพลิง เพียง กม.ละ 1 บาท เท่านั้น ภายในรถตู้กว้าง พร้อมเครื่องเสียง ทีวี แอร์เย็นฉ่ำ
จองที่พักปาย
จองที่พักปาย
โต๊ะจีนนครปฐม โต๊ะจีนดี คุณภาพอาหารเยี่ยม ไมตรีโภชนา
โต๊ะจีนนครปฐม โต๊ะจีนดี คุณภาพอาหารเยี่ยม ไมตรีโภชนา
  NewTopic NewReply
 Topic ทัวร์ฮานอย ฮาลอง ที่เวียดนามเหนือ
User anna (Administrator)
เป็นสมาชิกเมื่อ : 18/3/2552
โพสต์ : 83
 
Vcard 6 มิถุนายน 2553 - 13:32:17 น.  
DotE
การเดินทางในทริปเวียดนามนี้ พวกเราต้องการสัมผัสบรรยากาศแบบติดดิน ตามรูปแบบของพวกเรา อยากรู้ว่า นอกจากคำว่าได้ไปเที่ยวแล้ว ยังได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ การดำเนินชีวิตของพวกเขาอย่างไร (ก่อนเดินทางไปเวียดนาม พวกเราได้ศึกษาข้อมูลจากไกด์บุคมาพอสมควร ฉะนั้นก่อนเข้าเวียดนาม ควรเตรียม เงินดอลล่า เงินดองหากแลกได้ที่ธนาคารสาขาใหญ่ในบ้านเรา เงินไทยหากไปพื้นที่ตามชนบทจะไม่สามารถได้เลย สำหรับคนที่กินยากควรเตรียมอาหารแห้ง อาทิบะหมี่สำเร็จรูป อาหารกระป๋อง เพราะร้านสะดวกซื้อ มินิมาร์ท ห้าง หายากมากในบางพื้นที่)

เงินเวียดนาม หรือ เงินดอง

การเดินทางในครั้งนี้พวกเราออกเดินทางจากตัว จ.นครปฐม ตอน 06.00 น. เข้าทางบางบัวทอง ผ่านจ.อยุธยา จ.สระบุรี จ.นครราชสีมา จ.ขอนแก่น จ.อุดร สู่ จ.หนองคาย (ต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมง ในการเดินทางจาก จ.นครปฐม ถึง จ.หนองคาย ในทริปนี้เราใช้ความเร็วในการเดินทงสูง ฉะนั้นแนะนำว่าใครใช้ความเร็วประมาณ 100 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ควรเผื่อเวลาไว้ประมาณ 10 ชั่วโมง ในการเดินทาง) เมื่อถึงหนองคายพวกเรามองหาร้านอาหารริมถนน สั่งผัดกระเพราไข่ดาวมาคนละจาน (กลัวไม่ทันรถออก) จากนั้นก็นำรถไปฝากที่โรงแรมจันทร์หอม ที่นี่รับฝากรถในราคาวันละ 20 บาท รถยนต์จอดไว้ในร่ม โดยหลังคาบังแดดมีสแลมขึงบังแดดไว้ ทำให้ไม่ร้อนมาก จอดได้ประมาณ 20 กว่าคัน

หลังจากฝากรถยนต์ไว้แล้ว ผมก็เรียกเมล์เครื่องไปส่งที่สถานีขนส่งสายใต้ เหมาคันในราคา 50 บาท
พวกเราถึงสถานีขนส่งสายใต้ประมาณ 14.20 น. จากนั้นก็จองตั๋ว รถโดยสารปรับอากาศ จ.หนองคายถึงนครหลวงเวียงจันทน์ เที่ยว 14.20 น. ในราคาตั๋วใบละ 55 บาท ต่อคน (รถโดยสารมีหลายเที่ยวเผื่อใครสนใจ จะใช้บริการ ก็ดูเที่ยวที่ออกได้ตามนี้เลยครับ 07.30 น., 9.30 น., 12.40 น., 14.30 น., 15.30 น., 18.00 น.)

สถานีขนส่งหนองคาย

รถโดยสารจ.หนองคาย-นครหลวงเวียงจันทน์

รถโดยสารจ.หนองคาย-นครหลวงเวียงจันทน์


เตรียมขนของขึ้นรถโดยสารปรับอากาศไปนครหลวงเวียงจันทน์

พนักงานขับรถโดยสาร + แอร์บัส

ก็บสัมภาระขึ้นรถโดยสาร

บนรถโดยสารปรับอากาศ จ.หนองคาย - นครหลวงเวียงจันทน์

รถโดยสารปรับอากาศ จ.หนองคาย - นครหลวงเวียงจันทน์

จำหน่ายตั๋วรถโดยสารปรับอากาศ จ.หนองคาย - นครหลวงเวียงจันทน์

สถานีขนส่งขนส่งผู้โดยสาร จ.หนองคาย

ในการเดินทางครั้งนี้พวกเราเตรียมสัมภาระมากันเต็มที่ (เป้แบคแพ็คคนละ 1 ใบ บรรจุเสื้อผ้าคนละ 2 ชุด แต่ที่สำคัญขนม อาหารแห้ง และน้ำดื่ม เต็มเป้) เป้แบคแพค ถูกก็บไว้ใต้ท้องรถโดยสาร เมื่อรถโดยสารวิ่งออกจากท่า แอร์บัสก็ทำหน้าที่เก็บตั๋ว และแจกเอกสารผ่านแดนให้กรอก รถใช้เวลาประมาณ 10 นาที ก็มาถึงด่านตรวจคคนเข้าเมืองประเทสไทย

สัมภาระในกระเป๋าเดินทาง

พวกเราทำเรื่องผ่านแดนเสร็จแล้ว ก็ขึ้นรถโดยสารต่อ และรถก็วิ่งผ่านสะพานมิตรภาพไทยลาว มายังฝั่งตรวจคนเข้าเมืองประเทศลาว เพื่อทำเรื่องเข้าประเทศลาวต่อ เมื่อเอกสารผ่านพวกเราก็ขึ้นรถโดยสารปรับอากาศต่อ จากนั้นรถโดยสารก็ออกจากด่านตรวจคนเข้าเมืองประเทศลาว เวลาประมาณ 15.20 น. และแล่นถึงเวียงจัน เวลาประมาณ15.50 น. พวกเราลงจากรถโดยสารสารหนองคาย-เวียงจัน แล้ว ก็เดินไปเอาเป กะว่าจะรอรถโดยสารประจำทาง (ค่าโดยสารประมาณคนละ 2,000 กีบ) เพื่อไปลงสถานีขนส่งสายใต้ของลาว แต่เกรงว่าจะรอนาน เลยเหมารถแท็กซี่ลาว (เป็นรถสองแถวขนาดเล็ก) 200 บาท จำนวน 3 คน ให้ไปส่งที่สถานีขนส่งสายใต้ลาว

แท็กซี่ลาว

ขึ้นรถแท็กซี่ลาว

รถแท็กซี่ลาวใช้เวลา 10 นาที ก็มาถึง พวกเราลงจากรถแท็กซี่ลาวก็มุ่งหน้าไปจองตั๋วรถปรับอากาศ VIP ในราคาคนละ 900 บาท (เป็นรถของชาวลาว ออกจากเวียงจัน เฉพาะวันจันทร์ และวันศุกร์ และมีขากลับจากฮานอย จะมีเฉพาะวัน อาทิตย์ และวันพุธ รถจะออกครั้งเดียวตอน 19.00 น.) แต่ถ้าไม่ใช่รถ VIP ก็มี จะเป็นรถโดยสารธรรมดาเที่ยวละ 600 บาท ออกตอน 19.00 น. ทุกวัน (เป็นรถของชาวเวียดจาม) พวกเรานั่งรอรถพร้อมกับนักโดยสารท่านอื่น จนเวลาเกือบถึง 19.00 น. ก็ได้ชมบรรยากาศการขึ้นรถโดยสารไปเวียดนาม ซึ่งดูแล้วเหมือนย้อนกลับไป 30-40 ปี ในเมืองไทยในสมัยที่ผมยังอายุน้อย ๆ อยู่ เพราะว่า กระเป๋ารถเมล์จะมารุมแย่งกระเป๋าผู้โดยสาร ถึงขนาดเห็นผู้โดยสารอยู่บนรถยนต์ส่วนตัวแต่ไกล ก็วิ่งไปดึงกระเป๋าและสัมภาระจากคนลาว และคนเวียดนาม ที่จะเดินทางไปเวียดนาม (แบบว่าฉุดกระชากกระเป๋ากันเลย เหมือนเป็นสัมภาระของกระเป๋ารถเมเอง แต่ไม่ต้องกังวลครับ จะมีตำรวจลาวดูแลความเรียบร้อยอยู่หลายนาย ถ้าตำรวจลาวเห็นว่าประพฤติไม่เหมาะสมกับนักท่องเที่ยว ก็จะเดินทางไปต่อว่า กระเป๋ารถเมล์จึงไม่ค่อยกล้าเท่าไร)

สถานีขนส่งผู้โดยสาร สายใต้ นครหลวงเวียงจันทน์

รถสามล้อ สถานีขนส่งผู้โดยสาร สายใต้ นครหลวงเวียงจันทน์

ที่จอดมอเตอร์ไซด์ สถานีขนส่งผู้โดยสาร สายใต้ นครหลวงเวียงจันทน์

ผู้โดยสารสถานีขนส่งผู้โดยสาร สายใต้ นครหลวงเวียงจันทน์

ผู้โดยสารรอรถออก

กระเป๋ารถเมล์ แย่งผู้โดยสาร

รอรถโดยสารปรับอากาศออกจากสถานีขนส่ง

รถโดยสาร VIP นครหลวงเวียงจันทน์ - ฮานอย

ตั่วรถโดยสารปรับอากาศ VIP นครหลวงเวียงจันทน์ - ฮานอย

ภายในรถโดยสารปรับอากาศ VIP นครหลวงเวียงจันทน์ - ฮานอย

เวลา 18.30 น. พวกเรา ตีตั๋วกับพนักงานที่รออยู่ด้านหน้ารถ และนำสัมภาระไปเก็บ จากนั้นก็ออกมาเดินเล่น และเข้าห้องน้ำก่อน เพราะบนรถไม่มีห้องน้ำครับ (อย่าดื่มน้ำเยอะนำครับ เพราะรถจะจอดประมาณแค่ 3 จุดเท่านั้น) เวลา 19.00 น. พวกเราเดินขึ้นไปบนรถโดยสารและนั่งตามหมายเลขที่นั่งตามตั๋ว โดยป้อมปี่นั่งกับยูมิโกะ ส่วนผมเองนั่งคนเดียวและโชคดีที่ได้นั่งกับคนไทยคนหนึ่ง ซึ่งมีภรรยาอยู่เวียดนาม คุยไปคุยมาก็ได้รู้จักชื่อว่า "พี่เฉียง
" เที่ยวนี้ผู้โดยสารไม่เต็มรถครับ ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่เดินทางไปเที่ยวเวียดนามเหมือนกับพวกเรา เวลาเดินมาถึง 19.30 น. รถโดยสารจึงออกจากสถานีสายใต้ลาว มุ่งหน้าสู่เมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม จากนั้นไม่นานแอร์บัส ก็เสริฟอาหาร ได้แก่ ข้าวผัด (ใส่แพ็ค) เงาะ 2 ลูก + น้ำคนละ 1 ขวด

อาหารสำหรับผู้โดยสาร รถโดยสารปรับอากาศ VIP นครหลวงเวียงจันทน์ - ฮานอย

ระหว่างทางผมจึงได้สอบถามกับพี่เฉียงเรื่องราวเกี่ยวกับคนเวียวดนาม ความเป็นอยู่ รวมถึงเรื่องสมัยสงครามโลก ตลอดการเดินทาง พี่เฉียงเล่าให้ฟังว่า คนเวียดนามกินอาหารรสชาติไม่จัด ส่วนมากกินผัก แต่คนเวียดนามจะบริโภคสุนัขด้วย ฉะนั้นการไปเวียดนามต้องถามให้ดีว่าเราไม่กินเนื้อสุนัข คนเวียดนามจะหาคนอ้วนได้น้อยมาก และส่วนใหญ่ผิวขาว รูปร่างหน้าตาคล้ายคนจีน คนเวียดนามมีประมาณ 80 ล้านคน แต่คนเวียดนามจะบอกว่า คนเวียดนาม คนกัมพูชา และคนลาวเป็นพี่น้องกัน รายได้ของประเทศส่วนใหญ่มาจากการท่องเที่ยว และการจำหน่ายข้าว โดยพื้นที่ 2 ใน 4 ส่วนเป็นเขา 1 ส่วนเป็นพื้นที่ป่าไม้ 1 ส่วนสำหรับผู้อาศัย ฉะนั้นราคาที่ดินจะสูง ผู้คนส่วนใหญ่จะปลูกบ้านหลายชั้น การคมนาคมยังวุ่นวาย เนื่องจากรถที่สัญจรบนท้องถนนเยอะมาก รถจะขับแบบไม่เป็นระเบียบ ส่วนใหญ่จะขอทางด้วยการบีบแตรรถตลอดเส้นทางการเดินทาง

พาหนะส่วนใหญ่ในประเทศเวียดนาม ส่วนใหญ่จะมีแต่มอเตอร์ไซด์

นักเรียนทุกคนต้องปั่นจักรยานไปเรียนเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ใช้มอเตอร์ไซด์

สาวเวียดนาม

เราคุยกันจนเวลาล่วงเลยมาถึง 22.30 น. รถโดยสารก็มาจอดที่ปากกระดิ่ง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ทำภาระกิจ และรอรับผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางในจุดนี้ด้วย รถจอดประมาณ 20 นาที ก็เดินทางต่อพร้อมกับการเปิดเพลงลาวสไตล์ลำเต้ย คนในรถนอนกันไม่หลับ ผม ป้อมปี่ ยูมิโกะก็เช่นกันนอนไม่หลับ เพลงเปิดมาได้ 10 นาที พนักงานขับรถก็ปิดเพลง จากนั้นพวกเราก็ข่มตาให้หลับตอนเช้าจะได้ไม่เพลีย รถโดยสารเดินทางมาถึงด่านตรวจคนเข้าเมือง (ด่านน้ำพาว) ประมาณตี 3 รถก็ปิดแอร์ แต่ด้วยความเพียผมหลับบนรถ พร้อมกับนักท่องเที่ยวหลาย ๆ รายที่นอนกันกันเสียงดังบนรถ (ทั้งร้อนทั้งอึดอัด) แต่เป็นเพราะความง่วงจนทำให้ผมลืมตาไม่ขึ้น จึงนอนต่อ มีเพียงป้อมปี่ที่ลงไปเดินเล่นข้างล่างจนถึงตี 5 ก็มาเรียกพวเราลงไปล้างหน้าล้างตา สูดอากาศบริสุทธิยามเช้าที่ด่านน้ำพาว

เช้ามืดด่านน้ำพาว

พวกเราเดินเล่นจนถึงเวลา 08.00 น. ก็มีรถที่ออกจากลาวเมื่อคืนมาจอดสมทบอีกหลายคัน จนทำให้บรรยกาศดูแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ และชาวเวียดนาม พี่เฉียงบอกกับพวกเราว่า ถ้าเป็นคนเวียดนามทางรถเมล์ที่โดยสารจะทำพาสปอร์ตให้ได้ แต่ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศต้องทำเรื่องผ่านด่านเอง แต่เมื่อเราเข้าไปต่อแถวมีนักท่องเที่ยวชาวยุโรปหลายสินท่าน และนักท่องเที่ยวชาวเอเชียก็หลายคน ต่างรอเข้าคิวทำเรื่องผ่านด่าน แต่ความไม่เป็นระเบียบของคนเวียดนาม พยามแซงคิวหลายคน แต่ละคนจะมีพาสปอร์ตชาวเวียดนามไม่ต่ำกว่า 10 ราย จึงทำให้สายตาของนักท่องเที่ยวอย่างพวกเรา และพวกนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติฝั่งยุโรป กลัวพาสปอร์ตจะสูญหาย เพราะดูยุ่งเหยิง แต่ด้วยความเป็นธรรมของเจ้าหน้าที่ลาว ก็ปฏิบัติต่อนักท่องเที่ยวทุกคนด้วยความยุติธรรม (เสียค่าธรรมเนียมคนละ 40 บาท)

ด่านตรวจคนเข้าเมืองน้ำพาว

รถจอดรอผู้โดยสารทำเอกสารผ่านแดนที่ด่านน้ำพาว

บริเวณโดยรอบด้านน้ำพาว

ด่านตรวจคนเข้าเมืองน้ำพาว

ด่านตรวจคนเข้าเมืองน้ำพาว

พวกเราโชคดีที่ทำเรื่องผ่านแดนเสร็จเป็นคิวต้น ๆ ก็จะเดินทางไปขึ้นรถบัส แต่คนขับรถบอกว่าให้เดินเท้าไปประมาณ 800 เมตร เพื่อทำเรื่องผ่านด่านเวียดนามรอก่อนได้เลย พวกเราปฏิบัติตามคำแนะนำ ของพนักงานขับรถโดยสาร เมื่อถึงด่านตรวจคนเวียดนาม (ด่านเก๋าแจว) พวกราก็ทำเรื่องผ่านแดนโดยเสียค่าใช้จ่ายคำละ 1 ดอลล่า (ไม่ต้องทำวีซ่า) จากนั้นรถโดยสารก็ให้พวกเรานำสัมภาระที่เอามาด้วย ไปสแกนที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง หลังจากที่ตรวจกระเป๋าเดินทางพวกเราแล้ว ก็เดินทางขึ้นรถโดยสารตอนประมาณ 09.00 น.

ด่านตรวจคนเข้าเมืองเวียดนามเก๋าแจว

ช่องตรวจรถโดยสารด่านตรวจคนเข้าเมืองเวียดนามเก๋าแจว

ด่านตรวจคนเข้าเมืองเวียดนามเก๋าแจว

รถโดยสารขับผ่านเมืองฮาติง เข้าสู่เมืองวิน ผ่านสะพานฮงเลง ซึ่งมีน้ำทะเลขกั้นระหว่าง เมืองฮาติง และเมืองวิน เราต้องเดินทางต่ออีกประมาณ 300 กิโลเมตร คงจะถึงก็ตอนเย็นมาก ๆ เพราะที่เวียดนามมีการจำกัดความเร็ว จึงไม่สามารถทำความเร็วได้ จนเวลาผ่านมาถึง 12.30 น. รถโดยสารก็มาจอดที่จุดพักรถแห่งหนึ่งระหว่างทาง เป็นร้านอาหารที่ดูแล้วน่าจะสะอาดแห่งหนึ่งในย่านนี้ เพื่อให้ได้พักทานข้าว (ผู้โดยสารจ่ายเอง) และทำธุระส่วนตัว อาหารก็ประมาณว่า ผัดบุ้งผัดผัก ผัดเต้าฮู้ ก๋วยเตี๋ยว ไข่ทอด พวกเราไม่ค่อยกล้าทานเท่าไร เพราะกลัวว่าจะมีเนื้อสุนัข แต่พี่เฉียงบอกว่าไม่ต้องกลัวหรอก เพราะว่าเนื้อสุนัขแพงกว่าเนื้อหมูซะอีก มื้อนี้พวกเราทานได้แต่ข้าวเปล่าไข่ทอด ส่วนห้องน้ำที่นี้เป็นส้วมนั่งยองเหมือนบ้านเรา การถ่ายหนักไม่มีน้ำล้างก้น มีแต่กระดาษทิชชู่ ส่วนการราดส้วม จะมีก๊อกอยู่ด้านหลัง เวลาบิดก๊อกน้ำ น้ำจะไหลออกจากท่อน้ำลงมาทำความสะอาดเอง (เหมือนชักโครก)



มื้อนี้พวกเราไม่ทราบราคาเพราะว่าลืมแรกเงินดองมา (ถ้าไม่มีเงินดอง หรือ เงินดอลล่า มาด้วยคงลำบากแน่ เพราะเงินไทยไม่ได้รับความนิยมในประเทศเวียดนาม) พี่เฉียงบอกว่าจ่ายให้ พวกเราก็พยามยามคืนเงินเป็นเงินไทยให้พี่เฉียง แต่พี่เฉียงไม่ยอมรับ เพียงแต่บอกว่าไม่เป็นไร คนไทยรักกัน เรื่องเล็กน้อย (เอาไว้กลับเมืองไทยคงมีโอกาสได้ตอบแทนพี่เฉียงบ้าง) รถโดยสารให้เวลาพักประมาณ 30 นาที ก็ออกเดินทางต่อ รถโดยสารผ่าน เมืองไทหัว ผ่าน เมืองนินบิน ผ่านเมืองพูหลี เข้าสู่เมืองฮานอย และถึงท่ารถโดยสารฮานอยประมาณ 18.10 น.

สถานีขนส่งผู้โดยสารฮานอย

สถานีขนส่งผู้โดยสารฮานอย

หลังจากลงรถ และเตรียมสัมภาระแล้ว มีแท็กซี่หลายคนมารอรับและจะยินดีพาเราไปยังสถานที่ต้องการ แต่ก่อนเดินทางมาพวกเราได้อ่านไกด์บุ๊ค ของนักท่องเที่ยวไว้บ้างว่าให้ออกมารอแท็กซี่ด้านนอกสถานีขนส่ง และแท็กซี่ที่ดีที่สุดในเวียดนาม คือแท็กซี่มาลีน แต่ช่วงเย็นนั้นเราไม่เห็นแท็กซี่มารีนเลย เลยโบกรถเรียกแท็กซี่ที่ไม่มีสังกัด (ไม่มีป้ายบอกเลย มีแต่ป้ายด้านบนเป็นแท็กที่เก่า ๆ คันเล็ก ๆ คันหนึ่ง) ความอัธยาศัยของแท็กซี่ก็ดี แต่สิ่งที่ไม่ดีคือมิเตอร์พุ่งกระฉูดสังเกตจากการเหยีบคันเร่งที มิเตอร์พุ่งพรวดอย่างเร็ว

แท็กซี่เวียดนาม มาลีน

แท็กซี่เวียดนาม มาลีน เหมือนรถวีออสบ้านเรา

ก่อนเดินทางมาพวกเราได้ข้อมูลที่พักจารหนังสือพี่วุฒิ พี่เคท ได้แนะนำให้พักไปที่โรงแรมปรินซ์ เพราะมีคนไทยไปพักเยอะ และราคาไม่แพง ที่พักสะอาด พวกเราจึงให้แท็กซี่ไปที่โรงแรมปรินซ์ หลังถึงโรงแรมปรินท์ ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อคุณใหม่ (น่าจะเป็นเจ้าของ) หลังจากนั้นพวกเราจ่ายค่าแท็กซี่ประมาณ 270,000 ดอง (ก่อนมาพี่เฉียงบอกว่า ค่าแท็กซี่ไม่น่าเกิน 200,000 ดอง ที่แพงอาจจะเป็นเพราะมิเตอร์แท็กซี่คันที่เราเช่ามาหรือเปล่าหนอ) หลังจ่ายเงินเสร็จพวกเราก็เข้าเช็คอินที่โรงแรมปรินท์ คนละ 6 ดอลล่า ต่อคืน

หน้าโรงแรมปรินซ์ ที่ฮานอย

ภายในห้องพักโรงแรมปรินซ์ ที่ฮานอย

เตียงนอนโรงแรมปรินซ์ ที่ฮานอย

ที่นอนโรงแรมปรินซ์ ที่ฮานอย

ภายในห้องน้ำโรงแรมปรินซ์ ที่ฮานอย

หลังจากเอาสัมภาระเข้าที่พักเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็มาติดต่อที่หน้าเค้าเตอร์อีกครั้ง เพื่อขอข้อมูลในการเดินทางและท่องเที่ยวในเมืองฮานอย เจ้าหน้าที่ของโรงแรมปรินท์น่ารักมากอัธยาศัยดี ให้ข้อมูลชัดเจน และยินดีประสานงานในการเดินทางไปสถานที่ต่าง ๆ
เมื่อข้อมูลมีอยู่ในมือพวกเราไม่ช้าที่จะเดินทางไปชมหุ่นกระบอกน้ำในรอบ 20.00 น. ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทะเลสาบคืนดาบ (ทะเลสาบโฮนเคียม ภาษาเวียดนาม) จากตำนานของเวียดนามเล่าให้ฟังว่า พระเจ้าไล่โท้โต้วต้องรบกับศัตรูจากประเทศจีน รบกี่ครั้งไม่เคยชนะ และได้ไปวิงวรเทพเจ้าให้ช่วยรบชนะที่ทะเลสาบฮวนเคียม จากนั้นมีเต่าตัวหนึ่งคาบเอาดาบมาให้ ครั้นพระองค์นำดาบไปปราบอริราชศัตรูเสร็จสิ้น ก็ได้นำดาบมาคืนแก่เต่าตัวนั้น และเต่าตัวนั้นได้คาบดาบลงไปในท้องทะเลสาบฮวนเคียมแห่งนี้

ทะเลสาบคืนดาบ ในช่วงหัวค่ำ

แสงสีที่ฮานอย รายล้อมทะเลสาบคืนดาบ

เกาะกลางทะเลสาบคืนดาบ

พวกเรามุ่งหน้าไปตามแผนที่ที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่โรงแรมปรินท์ และไปตามเส้นทางจนพบทะเลสาบฮวนเคียม พวกเราเก็บภาพบรรยากาศยามค่ำคืน และสะพานแดง รวมทั้งแสง สี เสียง และความแออัดของการจราจรที่ปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นรถมอเตอร์ไซด์

สะพานแดง ยามค่ำ ที่ฮานอย

ใจกลางฮานอยในช่วงค่ำ

การจราจรในเมืองฮานอย

รถเครื่องจำนวนมาอยู่บนท้องถนน

บรรยากาศร้านอาหารริมทางเท้า

ในตรอกซอยยามค่ำคืน มีร้านอาหารอยู่ตลอดทาง

สามล้อเวียดนามรับจ้างนำเที่ยว

ร้านขายหน้ากาก

พวกเราซื้อตั๋วชมหุ่นกระบอกน้ำ (water puppet) ซึ่งเป็นการแสดงศิลปะประจำชาติเวียดนาม ในที่นั่งด้านหน้า ในราคาใบละ 60,000 ดอง ส่วนที่นั่งด้านหลังจะอยู่ที่ราคาใบละ 40,000 ดอง ในการเข้าชมถ้าหากจะถ่ายรูปต้องเสียค่าถ่ายรูปคนละ 1 ดอลล่า และถ้าหากจะถ่ายวีดีโอต้องเสียคนละ 4 ดอลล่า พวกเรานั่งตามหมายเลขที่จากตั๋วเข้าชม และรับชม ด้วยความตั้งใจ และก็ไม่ผิดหวังคุ้มค่ากับการได้เข้าชมจริง ๆ พวกเราใช้เวลาชมประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เดินทางออกจากโรงละครหุ่นกระบอกน้ำ

หุ่นกระบอกน้ำ ที่ฮานอย

ตั๋วเข้าชมหุ่นกระบอกน้ำ

เวลาการแสดงหุ่นกระบอกน้ำ

รายละเอียดค่าธรรมเนียมในการนำกล้องเข้าไปถ่าย

เก้าอี้สำหรับผู้เข้าชมการแสดงหุ่นกระบอกน้ำ

นักดนตรีหุ่นกระบอกน้ำ

การแสดงหุ่นกระบอกน้ำ เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของชาวเวียดนาม

การแสดงหุ่นกระบอกน้ำ ชุดประเพณีวัฒนธรรมชาวเวียดนาม

การแสดงหุ่นกระบอกน้ำ ชุดทะเลสาบคืนดาบ

เหล่านักแสดงหุ่นกระบอกน้ำ

ระหว่างทางจึงเดินเที่ยวชมถนนคนเดินฮานอย และถนนเส้นต่าง ๆ แบบไม่เบื่อ และไม่ต้องกลัวเหงา เพราะตลอดการเดินทางจะเห็นร้านค้าเปิดอยู่มากมาย โดยลักษณะของร้านค้าที่เวียดนามจะไม่เหมือนบ้านเรา โดยโต๊ะกับเก้าอี้จะเตี้ยกว่าบ้านเราครึ่งหนึ่ง

ถนนคนเดินฮานอย

ถนนคนเดินฮานอย

คนพลุกพล่านที่ถนนคนเดินฮานอย

วัยรุ่นจำนวนมากมาช็อปปิ้งที่ถนนคนเดินฮานอย

พวกเราเห็นร้านปลาหมึกอยู่ร้านหนึ่งน่าสนใจดี เพราะมีคนเข้าไปใช้บริการเยอะ จึงตัดสินใจเข้าไปสัมผัสบรรยากาศด้วยการซื้อปลาหมึกมา 1 ตัว ในราคา 130,000 ดอง (น่าจะประมาณ 200 กว่าบาท) พร้อมกับเบียร์เวียดนาม 1 ขวด ในราคา 15,000 ดอง จากนั้นก็ชิมเบียร์เวียดนาม พร้อมกับสัมผัสบรรยากาศรอบ ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นวัยรุ่นชาวเวียดนาม ทั้งหนุ่ม ๆ และสาว ๆ จำนวนมาก (มีแต่หน้าตาดี ๆ ทั้งนั้น) มานั่งดื่มกินกันเต็มร้าน (วันที่ไปเป็นคืนวันสาร์) เมื่อได้ลิ้มรสกับบรรยากาศ และเบียร์เวียดนาม

ร้านขายปลาหมึก ที่ฮานอย

ร้านขายปลาหมึก ที่ฮานอย

ชาวเวียดนามเข้ามาใช้บริการ

เบียร์ฮานอย

ร้านขายมะพร้าว ริมถนน


<<หน้าถัดไป>>
DotE
LastUpdate ปรับปรุงครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2553 - 09:59:51 น.
 
Information ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของระบบไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งที่ Email annop_nanya@hotmail.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป
 
Copyright © 2009 www.annaontour.com. All rights reserved.
Untitled Document
สถิติผู้เข้าชม ขณะนี้มีผู้ชมอยู่ 6 ราย