User ยินดีต้อนรับ ผู้มาเยี่ยม
   

ให้บริการเช่ารถตู้ พร้อมคนขับ สำหรับ : ท่องเที่ยว ประชุม สัมมนา ตีกอล์ฟ รับ-ส่ง แบบรายวัน วิ่งงานประจำ
บริการเช่ารถตู้เอ็นจีวี เป็นรถตู้รุ่นใหม่ รุ่น VVT-I สามารถใช้ได้ทั้งระบบก๊าซเอ็นจีวี และระบบน้ำมัน
ที่ได้รับมาตรฐานจากศูนย์เอ็นจีวีคาร์เซ็นเตอร์ ความปลอดภัยดีเยี่ยม
เป็นรถประหยัดเชื้อเพลิง เพียง กม.ละ 1 บาท เท่านั้น ภายในรถตู้กว้าง พร้อมเครื่องเสียง ทีวี แอร์เย็นฉ่ำ
จองที่พักปาย
จองที่พักปาย
โต๊ะจีนนครปฐม โต๊ะจีนดี คุณภาพอาหารเยี่ยม ไมตรีโภชนา
โต๊ะจีนนครปฐม โต๊ะจีนดี คุณภาพอาหารเยี่ยม ไมตรีโภชนา
  NewTopic NewReply
 Topic สัมผัสสายลม ชมสายหมอก ที่หลวงพระบาง (หน้า1)
User anna (Administrator)
เป็นสมาชิกเมื่อ : 18/3/2552
โพสต์ : 83
 
Vcard 3 มิถุนายน 2552 - 21:38:22 น.  
DotE

ทัวร์หลวงพระบาง 7,500 บาท รถตู้ VIP จาก กทม. ทัวร์วังเวียง ทัวร์ลาว ทัวร์เวียงจันทร์ ถ้ำติ่ง พระธาตุลำปางหลวง ประตูชัย ตลาดมืดหลวงพระบาง


สัมผัสสายลม ชมสายหมอก ที่หลวงพระบาง (หน้า1)
ช่วงวันเข้าพรรษา เป็นวันหยุดที่คนไทยหลาย ๆ คน ต่างเข้าวัดเพื่อทำบุญ พวกเราก็เช่นกันที่ต่างอยากจะเข้าวัดเพื่อทำบุญเหมือนกับคนไทยโดยทั่วไป แต่ในระหว่างการเดินทางไปทำบุญยังสถานที่ต่าง ๆ พวกเราก็อยากจะท่องเที่ยวสถานที่ที่เป็นแนวธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพร จึงได้หาข้อมูลจากหมู่เพื่อน และบนอินเตอร์เน็ต จึงตัดสินใจที่จะเดินทางไปหลวงพระบาง เพราะที่หลวงพระบางเป็นสถานที่ที่มีวัดหลายวัดอยู่มากมาย รายล้อมเมืองหลวงพระบาง แถมยังมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ระหว่างการเดินทางเหมือนทางภาคเหนือของเมืองไทย ส่วนวัฒนธรรม และประเพณี ก็ใกล้เคียงกับเมืองไทยเรานี่แหละ ประชาชนชาวลาวก็เหมือนพี่น้องกับคนไทย
ก่อนวันเดินทางหนึ่งวันพวกเราได้กำหนดโปรแกรมการเดินทางเหมือนกับโปรแกรมทัวร์ของ
annaontour.com นี่แหละ โดยออกเดินทางจาก จ.นครปฐม ประมาณ 18.00 น. และก็ไปเช้าที่ จ.หนองคาย ประมาณ 06.00 น. อยากจะนอนก็นอนไม่หลับ ตาแข็งไปหมดแล้ว เมื่อคืนดันโดบกาแฟ กับเอ็มไปหลายขนาน พวกเราแวะล้างหน้าแปรงฟันที่ปั๊มในตัวเมืองหนองคาย ก่อน และก็ต้องเติมน้ำมันให้เต็มถังก่อนเดินทางเข้าประเทศลาว เพราะว่าน้ำมันที่ประเทสลาวจะแพงกว่าน้ำมันบ้านเราซะอีก
จากนั้นพวกเราก็แวะเติมพลังงานก่อนที่ร้านข้าวต้ม ไม่ไกลจาก
วัดโพธิ์ชัยมากนัก จนถึงเวลาประมาณประมาณ 07.00 น. พวกเราก็เข้าไปกราบนมัสการหลวงพ่อพระใสที่วัดโพธิ์ชัย อันเป็นที่เคารพนับถือของชาว จ.หนองคาย เพื่อเป็นสิริมงคลก่อนการเดินทาง หลังจากได้กราบขอพรหลวงพ่อพระใสแล้ว พวกเรารู้สึกมีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น ในการเดินทางครั้งนี้





จึงออกเดินทางต่อไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองฝั่งไทยทันที ผมทำเรื่องผ่านแดน โดยใช้พาสปอร์ตรถ และพาสปอร์ตคน ก่อนถึงจะเดินทางเข้าไปได้ (ทางด่านตรวจคนเข้าเมืองไม่อนุญาตให้รถที่ติดไฟแนนผ่านแดนไปได้) พวกเราเสียค่าธรรมเนียมคนละ 20 บาท ส่วนรถคันละ 100 บาท จากนั้นก็ข้ามสะพานมิตรภาพไทยลาว แต่ก่อนขึ้นสะพานต้องเสียค่าธรรมเนียมีอีกคันละ 100 บาท จากนั้นไม่นานพวกเราก็แล่นมาถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองฝั่งลาว และก็ต้องทำเรื่องผ่านแดนเข้าเมืองฝั่งลาวเช่นกัน โดยต้องเสียค่าาธรรมเนียมคนละ 10 บาท ส่วนรถคันละ200 บาท เมื่อผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองทางฝั่งลาวก็ต้องขับรถวิ่งทางเลนส์ฝั่งขวา (ขับคนละฝั่งกับเมืองไทย) ไม่ค่อยคุ้นซักเท่าไรในช่วงแรก ๆ ก็ยังงงอยู่ แต่ก็ไปได้นะ



โดยจุดแรกที่พวกเราจะไปก็คือวัดเจดีย์หลวง ซึ่งโบราณสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของเมืองเวียงจันทน์ สีเหลืองอร่ามตระหง่านอย่างงดงาม ที่นี่เป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุ ส่วยหัวเหน่า เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวลาว เป็นวัดคู่บ้านคู่เมือง เล่ากันว่าที่นี่สร้างทับรูพญานาคที่ปกปักษ์รักษาเมืองลาว สถานที่แห่งนี้พวกเราเคยมาก่อนหน้านี้แล้ว จึงใช้เวลาไม่มากแล้วจึงออกเดินทางสู่ประตูชัย



ประตูชัยที่สร้างขึ้นโดยรัฐบาลฝรั่งเศสสมัยเข้ามาครอบครองประเทศ โดยสร้างถนนและประตูชัยให้คล้ายกับชอง เอลิเซ่ในฝรั่งเศส แต่ยังสร้างไม่เสร็จดี ชาวลาวก็ประกาสอิสรภาพเสียก่อน ดังนั้น คำว่าชัยชนะของประตูนี้จึงหมายถึงชัยชนะของชาวลาว พวกเรานั่งชมทัศนีภาพ และบรรยากาศรอบ ๆ ประตูชัย ได้ซักพักพวกเราก็ออกเดินทางต่อจุดหมายต่อไปของพวกเราก็คือ วังเวียง


วังเวียง เมืองแห่งขุนเขาและสายหมอกอันงดงาม ที่มีอากาศเย็นสดชื่นตลอดทั้งปี ก่อนการเดินทางครั้งนี้พวกเราก็ตุนอาหารและน้ำไว้เพียบอยู่แล้ว เพราะเรารู้มาว่าอาหาร และน้ำที่ขายในประเทศลาวจะมีราคาแพงกว่าประเทศไทยเสียอีก มื้อกลางวันของวันนี้ก็เป็นเพียงแค่ขนมปังกับนมเท่านั้น แต่ก็อิ่มอร่อยเหมือนกันนั่นแหละ เมื่อเราเข้าเขตวังเวียงพวกเราสัมผัสได้ถึงความเป็นธรรมชาติ เพราะสองข้างทางที่เราเห็นส่วนมากจะเป็นภูเขาที่ปกคลุมด้วยป่าไม้ และสายหมอกที่อยู่บนยอดเขาที่ชวนให้หลงไหลจนอยากจะหยุดเวลาไว้นาน ๆ แต่ช่วงเวลาที่พวกเราเดินทางเข้ามาในประเทศลาวครั้งนี้ เผอิญเป็นช่วงหน้าฝนพอดี จึงทำให้การเดินทางไม่สะดวกซักเท่าไร ระหว่างการเดินทางพวกเรามองเห็นแม่น้ำซองที่เคยเขียวใสสวยงาม เป็นสีน้ำตาลแดงและน้ำในแม่น้ำก็ไหลเชี่ยวกราดตลอดทั้งสาย ชวนให้หวั่นอยู่เหมือนกัน แต่ในการเดินทางครั้งนี้พวกเราไม่วิตกซักเท่าไร เนื่องจากป้อมปี่ที่เป็นรุ่นพี่ของพวกเรา ได้แนะนำให้รู้จักกับพี่แก่น คนไทย ที่ทำหน้าที่ขับรถนำนักท่องเที่ยวจากประเทศไทยมาเที่ยวในประเทศลาวเป็นประจำทุกอาทิตย์ ป้อมปี่ยังบอกอีกว่าถนนในประเทศลาวแต่ละเส้น พี่แก่นแกเดินทางไปเกือบทุกเส้นแล้ว ดังนั้นทุกครั้งที่เจออุปสรรคพวกเราจะประสานงานกับป้อมปี่และพี่แก่นตลอด เพราะความไม่เคยชินกับภูมิลำเนา และสภาพอากาศของประเทศลาว


ช่วงบ่ายพวกเรามีโปรแกรมที่จะต้องเดินทางไปถ้ำจัง เพราะถ้าเราได้อยู่บนจุดชมวิวบนถ้ำจังแล้ว จะสามารถมองเห็นเมืองวังเวียงได้ทั้งเมือง แต่สภาพภูมิอากาศก็ไม่เป็นใจให้กับพวกเราซักเท่าไรเมื่อฝนเริ่มตกหนัก พวกเราจึงโทรปรึกษา พี่แก่นด้วยโทรศัพท์ซิมลาว พี่แก่นก็ไม่แนะนำให้ไปเพราะทางขึ้นถ้ำจังจะชันและต้องใช้เวลาขึ้นพอสมควร ดังนั้นทริปนี้พวกเราจึงไม่ได้ไปถ้ำจัง และไม่ได้เห็นวิวอันสวยงามของเมืองวังเวียงด้วย เฮ้อเสียดายจัง เมื่อไม่ได้ไปถ้ำจังพวกเราก็หาที่พักในวังเวียง เรื่องที่พักในประเทศลาวไม่ค่อยจะเป็นปัญหาซักเท่าไร เพราะห้องพักจะมีราคาอยู่ที่ 200-800 บาท พวกเราจึงเข้าเช็คอินท์ที่โรงแรมภูอ่างคำ ในราคาห้องละ 750 บาท

พอถึงช่วงเย็นพวกเราก็ออกมาตะลอนที่ตลาดมืดและหาอาหารประเภทหนักท้องรองท้องกันก่อน และก็อดไม่ได้ที่จะชิมโรตีที่ขึ้นชื่อของวังเวียง เป็นโรตีใส่กล้วยหอมเหมือนเมืองไทยเรานี่แหละแต่ราคาอยู่ที่ 40 บาทต่อชิ้น รสชาติก็เหมือนกับบ้านเรานี่แหละ สงสัยขึ้นชื่อตรงที่แพงนี่แหละ พวกเราเดินเล่นกันพักใหญ่ ชมบรรยากาศยามค่ำคืนของเมืองวังเวียง ส่วนใหญ่จะมีชาวต่างชาติแถวยุโรปนั่งดื่มแอลกอฮอลตามบาร์ ส่วนวัยรุ่นชาวลาวส่วนใหญ่จะมารวมตัวกันตามร้านอาหารที่เปิดเหมือนเท็ก เพลงที่เปิดส่วนมากจะเป็นเพลงไทยสากลที่ฮิตติดตลาดเหมือนเมืองไทยเรานี่แหละ พวกเราย่ำราตรีจนเวลาปาเข้าไป 5 ทุ่ม ก็กลับเข้าที่พัก เพราะต้องตื่นแต่เช้า เพื่อจะได้สัมผัสกับสายลม ชมสายหมอก และสายน้ำซอง พร้อมกับถ่ายรูปอันงดงามที่ผาตั้ง สัญลักษณ์ของเมืองวังเวียง




วันนี้พวกเราตื่นตั้งแต่ตีห้า เตรียมตัวไปชื่นชมความสวยงามยามเช้าของวังเวียง หลังจากที่เช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรม พวกเราก็แล่นรถมาถึงบริเวณสะพานที่นักท่องเที่ยวโดยทั่วไปทราบกันว่า จุดนี้เป็นจุดชมวิวผาตั้งที่สวยแห่งหนึ่ง เพราะนอกจากจะได้สัมผัสกับผาตั้งที่อยู่เบื้องหน้าแล้ว เบื้องล่างใต้สะพานยังเป็นสายน้ำซองที่ไหลผ่านใต้สะพานที่พวกเรายืนอยู่ พวกเรารีบลงจากรถ เพื่อที่จะได้สัมผัสกับอากาศที่เย็นสบาย และทอดสายตาไปยังสายหมอกที่ลอยอยู่บนยอดผาตั้งอย่างอิ่มตาอิ่มใจ


พวกเราชื่นชมความสวยงามได้ไม่นาก็ต้องรีบขึ้นรถ เพราะฝนทำท่าจะตกหนักเข้าไปทุกที พวกเราจึงต้องรีบเดินทางต่อ เพราะกลัวว่าจะมีปัญหาระหว่างการเดินทาง เส้นทางที่จะไปหลวงพระบางมีเพียงเส้นเดียวที่จะเดินทางไปได้ เราโทรหาพี่แก่นถึงเส้นทางที่จะเดินทางไป พี่แก่นให้ข้อมูลพวกเราว่าเส้นทางจะเป็นต้องผ่านภูเขาหลายลูก และทางก็คดเคี้ยว เหมือนเส้นทางที่จ.แม่ฮ่องสอนบ้านเรา แต่เมื่อคืนฝนตกหนักจนทำให้ถนนขาดเป็นบางช่วง ให้เดินทางระมัดระวังหน่อย แต่ยังไงแล้วทางการลาวจะต้องมาเคลียเส้นทางให้ เพราะเป็นเส้นทางเดียวที่จะเดินทางไปหลวงพระบางได้ เมื่อได้ฟังประโยคนี้พวกเราก็อุ่นใจขึ้นมาทันที พวกเราเดินทางมาตามเส้นทางที่จะไปหลวงพระบาง สองฟากฝั่งของถนนจะเป็นทิวเขาสลับกันไปมา มีหมอกปกคลุมทั่วไปมองแล้วสวยงามยิ่งนัก บางช่วงของเส้นทางจะมีหมู่บ้านของชาวลาวอยู่ตามริมถนน ทำให้เราได้ทราบถึงวิถีการดำเนินชีวิตที่ต่างจากผู้คนในตัวเมืองใหญ่ ๆ ของประเทศลาว ระหว่างการเดินทางเราก็ได้พบร่องรอยการเกรดถนนของรถแทรกเตอร์ ที่มีดินถล่มลงมาปิดเส้นทางประมาณสามจุด แต่ละจุดจะมีชาวลาวที่อาศัยอยู่ในระแวกใกล้ ๆ มาช่วยเก็บเศษหิน ซากต้นไม้ออกจากถนน และจะมายืนบอกกับผู้ที่ขับรถผ่านไปมาให้ระมัดระวังตรงดินถล่มด้วย พวกเราได้เห็นอย่างนี้แล้วก็อดชื่นใจไม่ได้ ว่าถ้าคนไทยทั้งประเทศเป็นอย่างนี้บ้างก็คงดีไม่ใช่น้อย









จนพวกเราเดินทางมาถึงภูคูน ก็ต้องแวะเข้าห้องน้ำก่อนเพราะตลอดเส้นทางที่ผ่านมาไม่มีจุดให้จอดรถได้เลย ก้าวแรกที่พวกเราก้าวเท้าลงไป สัมผัสได้ถึงอากาศที่เย็นจับใจ บริเวณรอบภูคูนถูกปกคลุมด้วยสายหมอกที่หนาแน่น จนไม่สามารถมองเห็นวัตถุในระยะไกลได้ชัดเจน จุดที่เราพักรถนี้คือสามแยกที่เป็นตลาดของภูคูน ประชาชนลาวส่วนหนึ่งจะมาค้าขาย และทำธุรกิจที่ตลาดแห่งนี้ ประชาชนที่อยู่เข้าไปในตัวภูคูนก็จะมาขึ้นและลงรถโดยสารบริเวณสามแยกนี้ เพื่อจับจ่ายใช้สอยและเดินทางไปยังเมืองอื่น ๆ หลังจากที่พวกเราได้ทำธุระส่วนตัวที่ห้องสุขาแล้ว พวกเราก็เดินชมตลาดภูคูนรอบ ๆ สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นพวกผักสด ๆ และข้าวของเครื่องใช้จิปาถะ แต่ที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ส่วนหนึ่งก็คือ หนูน้อยชาวลาดแต่ละคนจะวิ่งเอาข้าวโพดร้อน ๆ มาจำหน่ายถุงละ 20 บาท หนึ่งถุงจะมีข้าวโพด 6 พวงด้วยกัน พวกเราในฐานะนักท่องเที่ยวก็ต้องทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวที่ดีโดยอุดหนุนข้าวโพดร้อน ๆ ของหนูน้อยแต่ละคนไปคนละ 1 ถุง ข้าวโพดที่นี่เป็นข้าวโพดฝักไม่ใหญ่มากเนื้อข้าวโพดเหมือนกับข้าวโพดพันธุ์ข้าวเหนียวเมืองไทยเรา เมื่อเข้าถึงปากก็รู้เลยว่าอร่อยไม่ใช่น้อยแถมยังประทังความหนาวไปได้เยอะ












พวกเราต้องออกเดินทางต่อไปยังกิ่วกระจำตามคำแนะนำของพี่แก่น เพราะได้ข่าวมาว่าที่นี่มีร้านอาหารบริการนักท่องเที่ยวอยู่ เมื่อไปถึง พวกเราก็สั่งข้าวเหนียวมา 20 บาท ได้ประมาณครึ่งกล่องโฟม ซื้อปลามา 1 ชิ้น ชิ้นละ 30 บาท หมูป่าอีก 1 ชิ้น ชิ้นละ 40 บาท พวกเรานำอาหารไปทานหลังร้านพร้อมกับชมวิวที่กิ่วกระจำที่สวยงามไม่แพ้ตามรายทางที่เราพบเห็นมา เมื่ออิ่มได้ที่ก็เตรียมออกเดินทางต่อไปยังหลวงพระบางต่อ






ครั้นเมื่อพวกเราแล่นรถมาถึงเมืองหลวงพระบางก็ต้องรีบไปเติมน้ำมันให้เต็มถังก่อน เพราะน้ำมันใกล้จะหมดเต็มที ส่วนปั๊มน้ำมันที่เราไปเติมเป็นปั๊มน้ำมันเชลล์ที่ใหญ่แห่งหนึ่งในหลวงพระบาง เปิดให้บริการตั้งแต่แปดโมงเช้า ปิดตอนหกโมงเย็น แต่ถ้าไม่เติมน้ำมันปั๊มนี้แล้วคงจะหาปั๊มน้ำมันอื่นเติมได้ยาก

<<อ่านต่อหน้า 2>>
DotE
LastUpdate ปรับปรุงครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2552 - 09:05:25 น.
 
Information ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของระบบไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งที่ Email annop_nanya@hotmail.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป
 
Copyright © 2009 www.annaontour.com. All rights reserved.
Untitled Document
สถิติผู้เข้าชม ขณะนี้มีผู้ชมอยู่ 21 ราย